กว่าจะเป็น “สุธี สุขสมกิจ” “ซ้ายระเบิด” ตำนานทีมชาติไทย

     ทีมชาติไทยจะมีนักกีฬาทีมีชื่อดังมากมายทั้งอดีตและปัจจุบัน สำหรับเรื่องราวประวัติของนักเตะทีมชาติไทยคนหนึ่ง  ซึ่งตอนนี้เขาได้กลายเป็นอดีตทีมชาติไปแล้ว  เขาผู้นั้นก็คือ “สุธี สุขสมกิจ”

สุธี สุขสมกิจ เกิดวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2521 เป็นชาวจังหวัดตราด จบการศึกษาม.ต้นจากโรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ก่อนที่จะย้ายเข้ามาเรียนม.ปลายที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตีย ตอนนี้ได้กลายเป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ปัจจุบันรับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยโค้ชให้กับสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด

ย้อนไปในวัย 8 ขวบ “เด็กชายสุธี สุขสมกิจ” ในชั้น ประถม 2 ได้ลงเล่นฟุตบอลและเป็นตัวแทนในการแข่งขันกีฬาสี  แต่ได้มาเล่นเพราะเนื่องจากนักกีฬาไม่เพียงพอ  คือ”คนขาด” และเมื่อได้เล่นจริงครั้งแรกก็โดนเขาแย่งบอลไปง่ายๆ แต่พอเล่นไปสักพัก เริ่มจับทางได้ และด้วยความตัวเล็กและวิ่งเร็ว  จึงเป็นจุดเด่นของเขา ที่สามารถเลี้ยงบอลไปจนยิงประตูได้  จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มหลงรักลูกกลมๆที่ทุกคนในสนามต่างรุมแย่งกันเตะ โดยเริ่มจากตำแหน่งปี แต่มาแจ้งเกิดฟุตบอลอาชีพจากกองหน้า นักฟุตบอลที่ติดตามและเอาเป็นต้นแบบนั้นก็คือ  ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน สุดยอดกองหน้าทีมชาติไทยในสมัยนั้นนั่นเอง ที่เป็นแรงบันดาลใจในการเล่นฟุตบอล

“สุธี” อดีตปีกกึ่งกองหน้าของไทย มองว่าที่ยากที่สุดในการเล่นฟุตบอลอาชีพคือ “โอกาส” การได้รับโอกาส… ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าจะมาเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ทำนั้นก็คือการฝึกซ้อมให้หนักและพัฒนาตัวเองให้สม่ำเสมอเพื่อรอ “โอกาส” ตัวของสุธี จึงทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมอย่างหนัก โดยเฉพาะลูกยิงฟรีคิก  เพราะถือว่าเป็นลูกชี้เป็นชี้ตาย คือโอกาสครั้งเดียวก็สามารถทำให้เป็นผู้ชนะได้

ยังมีอีกหนึ่งทัศนคตินั้นคือ  “อย่ากลัว” คือสิ่งสำคัญที่ทำให้สุธี เป็นปีกชั้นยอดของไทย  เมื่อเราไม่กลัวเราก็จะมีสติและที่จะสามารถวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของคู่แข่งได้ ทำให้เราได้โชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมจนในที่สุดก็สามารถติดทีมเยาวชนทีมชาติได้  มันคือความฝันแรกของเขา ต่อเนื่องถึงความฝันที่สองคือการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ที่สำคัญคืออยากไปค้าแข้งในต่างประเทศด้วย…

สุธี เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรก โดยการเข้าร่วมเล่นกับสโมสรฟุตบอลธนาคารกสิกรไทย ที่มีชาญวิทย์ ผลชีวิต เป็นโค้ช และได้สร้างผลงานเป็นดาวซัลโว 2 สมัยติดต่อกัน โดยในฤดูกาล 2542 ยิงไป 13 ประตู และฤดูกาล 2543 ยิงไป 16 ประตู

ในนามทีมชาติไทย สุธี สุขสมกิจ เริ่มสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง มาจากทีมชาติไทยชุดเยาวชน จากการคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติเอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี  พ.ศ. 2539 และต่อมาก็ได้ไปแข่งขันฟุตบอลโลก ในระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี ที่ประเทศอียิปต์ ก่อนจะขยับเลื่อนขึ้นมาเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่  ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 2004 ที่ประเทศจีน สุธี นั้นสามารถยิงประตูให้กับทีมชาติไทยได้ในนัดที่แพ้ทีมชาติญี่ปุ่น 1-4 ที่สนามกีฬาฉงชิ่ง ซึ่งประตูดังกล่าวถือเป็นประตูแรกในเอเชียนคัพของทีมชาติไทยนับตั้งแต่เข้าร่วมการแข่งขันเป็นต้นมา

มีนักฟุตบอลไทยคนหนึ่งที่เกือบจะได้เซ็นสัญญาร่วมกับสโมสรเชลซี ทีมฟุตบอลชื่อดังในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งนักฟุตบอลคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคนนั้นได้เป็นนักฟุตบอลที่แฟนบอลชาวไทยรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กับหนึ่งในตำนานปีกซ้ายของทีมชาติไทยอย่าง “เบิร์ท” สุธี สุขสมกิจ

ถ้าจะให้พูดถึงโปรไฟล์ของดาวเตะ”ซ้ายระเบิด” คงจะไม่มีใครสงสัยในความสามารถ เพราะผ่านการเล่นให้กับทีมชาติไทย 64 นัด ทำไป 19 ประตู รวมถึงการค้าแข้งในต่างแดน อย่าง “เอส ลีก” สิงคโปร์กับทีม ตันจง ปาร์การ์ ,โฮม ยูไนเต็ด ,แทมปิเนส โรเวอร์ส รวมถึงใน “เอ ลีก” ออสเตรเลีย กับทีมเมลเบิร์น วิคตอรี ซึ่งก็ถือว่ามีผลงานอันเป็นที่ยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ

     เมื่อมีข้อเสนอจาก สโมสรตันจง ปาการ์ จากสิงคโปร์  เข้ามา สุธีก็ได้ตัดสินใจตกลงและออกเดินทางไปต่างแดนเป็นที่แรกนั้นก็คือสิงคโปร์ และได้เจอกับปัญหาอย่างแรกคือ “การฝึกซ้อม” ที่เน้นหนักเรื่องฟิตเนส ความแข็งแกร่ง ซึ่งมีนักเตะต่างชาติอื่นอีก  ซึ่งจะต้องสู้กันด้วยผลงาน

หลังจากปรับตัวเข้ากับทีมได้แล้ว “เบิร์ท” ก็รู้สึกสนุกกับการเล่นที่ต่างแดน  ซึ่งนอกจากความสุขในการเล่นที่สิงคโปร์ในช่วงนั้นแล้ว สิ่งสำคัญที่ได้คือทัศนคติใหม่ที่ทำให้กลายเป็นคนมีวินัย มีความเป็นผู้ใหญ่ และ “ความเป็นมืออาชีพ” ทั้งที่ตอนนั้นอายุเพียง 21 ปี

ต่อมาได้มีโอกาสไปร่วมฝึกซ้อมกับสโมสรเชลซี ซึ่งในตอนนั้นสุธีเป็น 1 ใน 2 คนจากสโมสรโฮม ยูไนเต็ด ที่ได้รับเลือกไปที่ลอนดอน โดยได้ร่วมฝึกซ้อมเกือบ 1 เดือน ได้เห็นถึงความสุดยอดของนักเตะระดับโลก  ทำให้รู้เลยว่า คลาสของเรายังอยู่แค่เท่านี้ มันยังมีอีกหลายคลาสที่สูงกว่าเรา

จากจุดนั้นเองกลายเป็นแรงบันดาลใจ ในการฝึกซ้อมต่อไป  หลังจากนั้นเส้นทางลูกหนังของสุธี สุขสมกิจ ก็ได้เข้าสู่จุดพีคขึ้นเรื่อยๆ คือได้เป็นกำลังหลักในทีมชาติมาโดยตลอด ซึ่งการติดทีมชาติไทยแน่นอนว่าเป็นความฝันของนักฟุตบอลไทยทุกคน จนได้ขึ้นหิ้งเป็นตำนานทีมชาติไทย

ไม่มีคำว่าง่าย ทุกอย่างจะเกิดได้ต้องมาจากการตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อรอโอกาส และจะต้องรักษาวินัย เพื่อที่จะก้าวไปเป็นมืออาชีพ จะต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด ไม่ยึดติด ก็จะนำทางไปสู่ความสำเร็จในอาชีพการค้าแข้ง