เปิดประวัติ วรวุธ ศรีมะฆะ ก่อนหวนคืนคุมทัพ ช้างศึก ชุดเล็ก เป็นครั้งที่สาม

วรวุธ ศรีมะฆะ เป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ยุคดรีมทีม เล่นอยู่ในตำแหน่งกองหน้า มีชื่อเล่นว่า โจ หรือปัจจุบันเรียกกันว่า “โค้ชโย่ง” ภูมิลำเนาบ้านเดิมเป็นชาวจังหวัดสงขลาโดยกำเนิด ช่วงปี พ.ศ.2532 วรวุธ ศรีมะฆะ ได้จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมปลาย ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และในสมัยนั้น วรวุธ ศรีมะฆะ เป็นนักกีฬาฟุตบอลที่โด่งดังมาก ซึ่งเขาได้เริ่มมาจากการที่ได้เดินทางเข้าสู่เส้นทางฟุตบอลอาชีพ ตั้งแต่ที่เขาได้มีอายุเพียงแค่ 18 ปี เท่านั้น โดนเขาได้เล่นให้กับสโมสรฟุตบอลธนาคารกสิกรไทย โดย วรวุธ ศรีมะฆะ ได้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของทีม “แบงค์รวงข้าว” เลยก็ว่าได้ และในยุคนั้น เขาได้เล่นให้กับสโมสรฟุตบอลธนาคารกสิกรไทย จนถึงช่วง พ.ศ. 2538 ในสมัยนั้นเขาได้เป็นส่วนหนึ่งที่พาทีมไปคว้าแชมป์ เอเชียน คลับ แชมเปี้ยนชิพ จำนวน 2 สมัย และแชมป์ ถ้วยพระราชทาน ก. (ฟุตบอลลีกของไทย ก่อนจะเป็นลีกอาชีพ) จำนวน 4 สมัย ด้วยความสามารถที่โดดเด่นของเขา และเขายังได้มีทีเด็ดตรงลูกเตะกลางอากาศอีกด้วย ด้วยความสามารถทั้งหมดของเขาได้ไปเตะตากับ สโมสรฟุตบอล บีอีซี เทโร ศาสน หรือในปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็น สโมสรฟุตบอล โปลิศ เทโร เขาได้เป็นส่วนช่วยให้ทีมสามารถคว้าแชมป์ไทยลีก ได้ถึง 2 สมัย รวมไปถึงในปี 2002 ได้พาทีมก้าวขึ้นไปในระดับรองแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก มาอีก 1 สมัยด้วยกัน ก่อนที่ วรวุธ ศรีมะฆะ จะย้ายไปเล่นฟุตบอลอาชีพในลีกของต่างประเทศ ทั้งใน วี ลีก ของประเทศเวียดนาม และ เอ็ม ลีก ของประเทศมาเลเซีย และได้กลับมาเล่นฟุตบอลอาชีพให้กับสโมสรในประเทศไทย อีกถึง 3 สโมสร ทั้ง สโมสรฟุตบอล ชลบุรี เอฟซี, สโมสรฟุตบอล ศุลกากร ยูไนเต็ด ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลคัสตอม ลาดกระบัง ยูไนเต็ด และ สโมสรฟุตบอลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลจามจุรี ยูไนเต็ด

ผลงานของ วรวุธ ศรีมะฆะ ครั้งที่ทำหน้าที่รับใช้ชาติเป็นตัวแทนของทีมชาติไทย ได้มีสถิติลงสนามแข่งขันในระหว่างปี 1991 – 2002 สามารถทำประตูให้กับทีมชาติไทยได้ถึง 29 ประตู จากการลงสนามจำนวน 63 นัด เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่สามารถคว้าแชมป์ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ได้ถึง 3 สมัย และสามารถคว้าแชมป์ อาเซียน คัพ หรือการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในปัจจุบันได้อีก 3 สมัย พ่วงด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดที่สามารถจบอันดับ 4 ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2002 ได้อีก 1 ครั้ง และได้อยู่ในทีมชาติไทย ชุดที่เข้าสู่รอบ 10 ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 ในรอบคัดเลือก ของโซนเอเชีย ซึ่งได้เป็นการแข่งขันเข้าสู่รอบที่สามของการแข่งขันในศึก เวิลด์คัพ รอบคลอลิฟาย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทัพนักกีฬาทีมชาติไทย

หลังจากนั้น วรวุธ ศรีมะฆะ ก็ตัดสินใจประกาศแขวนสตั๊ด ในวัยอายุเลขสามปลายๆ ตามสภาวะร่างกายที่โรยรา และเมื่อปี 2010 ได้เริ่มต้นการรับหน้าที่ในตำแหน่งเฮดโค้ช ให้กับสโมสรปทุมธานี ยูไนเต็ด ในลีกล่างเป็นครั้งแรก ก่อนที่ในปี 2011  เขาได้ย้ายเพื่อไปคุมทีมให้กับทีมบ้านเกิดของตนเอง คือ สงขลา เอฟซี และยังสามารถพาทีมจบอันดับ 5 ของการแข่งขันในศึกฟุตบอล ดิวิชั่น 1 หรือการแข่งขันในลีกรองของประเทศไทยในขณะนั้นอีกด้วย จึงทำให้ วรวุธ ศรีมะฆะ ได้มีโอกาสที่ย้ายมาคุมทีมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่าง สุพรรณบุรี เอฟซี สามารถจบด้วยรางวัลรองแชมป์ ดิวิชั่น 1 (ไทยลีก 2) ในปี 2012 ทำให้ทีมสามารถเลื่อนชั้นขึ้นไปสู่ไทยลีกได้สำเร็จ แต่เขาก็ไม่ได้ทำงานร่วมกับทีม สุพรรณบุรี เอฟซี ต่อ โดยเขาได้ตัดสินใจเลือกไปอยู่กับทีม ชลบุรี เอฟซี ในฐานะผู้ช่วยผู้ฝึกสอน ในปี 2013-2014 ก่อนที่เขาจะกลับมาทีม สุพรรณบุรี เอฟซี อีกครั้ง ในช่วงปี 2015 ซึ่งระหว่างปี 2015-2017 วรวุธ ศรีมะฆะ ต้องคอยรับหน้าที่รักษาการณ์ขึ้นคุมทีม ถ้าหากว่าโค้ชต่างชาติของทีมโดนสั่งปลด ในปี 2015 วรวุธ ศรีมะฆะ ก็ได้มีผลงานที่สุดยอดเยี่ยมด้วยการที่เขาได้พาทีมไปจบในอันดับ 3 ทำให้ทีมได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในรายการ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่สุดท้ายก็โดนตัดสิทธิ์ เหตุเนื่องจากการตรวจสอบว่าสนามไม่ผ่าน คลับไลเซนซิ่ง

วรวุธ ศรีมะฆะ สามารถได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงได้สำเร็จด้วยการพาทัพ “ช้างศึกยุทธหัตถี” สโมสรฟุตบอลสุพรรณบุรี สามารถจบรางวัลรองแชมป์ของศึก ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จในปีดังกล่าว จึงทำให้ทีมได้สิทธิ์เลื่อนชั้นเข้าไปสู่ลีกสูงสุด พ่วงด้วยการที่ทีมสามารถผ่านเข้าไปถึงในรอบก่อนรองชนะเลิศของการแข่งขัน ศึก เอฟเอ คัพ ได้อีกด้วย

จากนั้น วรวุธ ศรีมะฆะ ก็ย้ายสังกัดไปทำงานร่วมกับสโมสร ชลบุรี เอฟซี และก็ยังวนเวียนอยู่ระหว่าง 2 สโมสร คือ ทีม “ฉลามชล” กับทีม สุพรรณบุรี เอฟซี เป็นระยะเวลานานถึง 4-5 ปี

ช่วงต้นปี 2016 ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้ขึ้นแท่นนายกสมาคมฯ จึงทำให้ทางด้าน วรวุธ ศรีมะฆะ ได้รับโอกาสแต่งตั้งให้เขารับหน้าที่คุมทีมชาติไทย ในชุดอายุไม่เกิน 21 ปี โดยมี “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี รับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีม ในครั้งนั้น ปี 2016 วรวุธ ศรีมะฆะ สามารถพาทีม “ช้างศึกจูเนียร์” ขึ้นเป็นแชมป์ในรายการ เนชั่น คัพส์ ที่ประเทศมาเลเซีย ตามด้วยรางวัลรองแชมป์รายการ ทันเนียนห์ คัพ 2016 ที่ประเทศเวียดนาม ก่อนที่จะสามารถคว้าแชมป์รายการ ดูไบ คัพ 2017 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงได้คุมทีมในศึก ยู-23 รายการชิงแชมป์เอเชีย 2018 ในรอบคัดเลือก ก็ยังสามารถพาทีมชาติไทย ผ่านเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายได้สำเร็จ ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยการคว้ารางวัลเหรียญทองในการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย

หลังจากคว้าแชมป์ซีเกมส์ ปี 2017 ได้แล้ว ก็ได้เกิดกระแสวิจารณ์ วรวุธ ศรีมะฆะ อย่างหนักว่า สไตล์การคุมทีมเป็นการเล่นที่น่าเบื่อ แบบตีหัวเข้าบ้าน ทำให้แฟนบอลชาวไทยดูบอลไม่สนุก จึงเป็นสาเหตุให้ วรวุธ ศรีมะฆะ แยกทางกับทีมฃาติไทยในช่วงนั้น เมื่อ โซรัน ยานโควิช เข้ามาทำหน้าที่และทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ตกรอบแรกแบบที่เรียกว่าแพ้รวดในการแข่งขัน 3 เกม ในรายการ ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย 2018 ที่ประเทศจีน จึงทำให้ วรวุธ ศรีมะฆะ ได้กลับมารับหน้าที่คุมทีมเป็นรอบ 2 ท่ามกลางกระแสวิจารณ์อย่างหนักเช่นเดิม และในครั้งนี้เขาไม่สามารถที่ก้าวข้ามกระแสวิจารณ์ได้ การคุมทีมของเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ทีมตกรอบแรกในศึกเอเชี่ยนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย จากนั้น วรวุธ ศรีมะฆะ ก็ได้ไปคุมทีมสโมสร แต่แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนล่าสุด “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมชาติไทย ได้เชิญให้ วรวุธ ศรีมะฆะ กลับมาคุมทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี อีกครั้ง และในครั้งนี้ เชื่อได้ว่าโค้ชโย่ง จะทำทีมอย่างเต็มความสามารถอย่างแน่นอน